First step outside in 'Tohoku' - DAY 1
เชื่อเถอะว่า หนึ่งในความฝันแรกเริ่มของใครหลายๆคนคือการได้มีโอกาสไปเยือนต่างประเทศซักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งฝันของแต่ละคนก็กลายเป็นจริงในช่วงเวลา และโอกาสที่ต่างกันออกไป บางคนอาจจะเป็นการไปท่องเที่ยว ส่วนบางคนก็อาจจะมาในรูปแบบของการไปดูงานแทน ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมที่ทำกันมาล่ะนะ
และล่าสุด หลังจากเคยได้ไปไกลสุดแค่ร้าน Duty free ตรงชายแดนไทย-มาเลเซีย วันนี้นอก็ได้ฤกษ์ออกไปเหยียบดินแดนนอกอาณาเขตประเทศไทยซักที!
ทริปนี้เป็นทริปต่างประเทศทริปแรกของบ้านนอ เที่ยวครั้งแรกก็เปิดมาอย่างห้าวด้วยการไปเองแบบไม่พึ่งทัวร์ และดันไปซะไกลในที่ๆคนไทยไม่ค่อยไปเที่ยวกันด้วย สังเกตได้จากเวลาไปโม้ให้เพื่อนฟัง ทุกคนจะประมาณว่า อาเร้! เราไปคือตรงไหนกันน้อ
การแพลนทริปครั้งนี้ นอก็อาศัยการศึกษาเอาจากอินเตอร์เน็ตล้วนๆ ซึ่งนอถือว่ามันคือเสน่ห์ของการไปเที่ยวนะ คือเริ่มรู้สึกสนุกตั้งแต่ตอนวางแพลนแล้วอ่ะ
STEP 0
เริ่มด้วยพื้นเพของที่ๆเราจะไปก่อนเลยละกัน ข้อมูลพื้นฐานของประเทศญี่ปุ่นเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะรู้ดีกว่านอด้วยซ้ำ เพราะฉะน้านนนน เราจะมาโฟกัสกันที่ภูมิภาคโทโฮคุ จุดหมายปลายทางของเราในทริปนี้กันเลย
source : wendytour-th.com
โทโฮคุ คือ ภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น หรือให้พูดแบบสไตล์บ้านเราก็คือ ภาคอีสานนั่นเอง โดยในภูมิภาคจะประกอบด้วย 7 จังหวัด ดังนี้
- Aomori
- Akita
- Iwate
- Miyagi (Sendai)
- Yamagata
- Nigata
- Fukushima
โดยในครั้งนี้ด้วยความที่เป็นมือใหม่และมีเวลาจำกัดแค่ 6 วัน เราจึงได้ไปเพียง 3 จังหวัด คือ อากิตะ อิวาเตะ และมิยางิ เท่านั้น สาเหตุหลักที่เลือกโซนนี้เพราะอยากไปดูหมาอากิตะนั่นเอง (แม้ว่าสุดท้ายจะไม่ได้เจอน้องเลยก็ตาม แง) แน่นอนว่าถ้ามีโอกาสไปญี่ปุ่นอีกก็จะเก็บให้ครบอย่างแน่นอน
-เวลาเดินทาง-
ทริปนี้เดินทางกันช่วงกลางเดือนมิถุนายน เป็นช่วงต้นฤดูร้อนของที่ญี่ปุ่น อากาศยังเย็นสบายค่ะ แต่อาจจะมีฝนฟ้าคะนองกระจายเป็นหย่อมๆ แต่ค่ะแต่!! โซนที่เราไปเนี่ยยังหนาวอยู่นะคะคุณ อย่าเพิ่งชะล่าใจไป ตอนที่อยู่โทโฮคุนี่คือ 10 องศานะจ๊ะ พกเสื้อหนาวกันไปด้วยก็ดี
-การเดินทาง-
การเดินทางในทริปนี้ ที่นอใช้หลักๆเลยคือรถไฟ รถไฟ และรถไฟ เรียกได้ว่าใช้ pass คุ้มมาก ใช้จนเปื่อยยุ่ยเลยทีเดียว โดย pass นี้คือ JR Tohoku Area pass เป็นการซื้อตั๋วรถไฟแบบเหมาจ่ายโดยซื้อได้จากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งนอเลือกใช้บริการจาก HIS ค่ะ วิธีการซื้อคือเดินเข้าในร้านแล้วให้ประกาศกร้าวต่อพนักงานว่าจะซื้ออะไร (ถ้าจำไม่ผิดเหมือนต้องเอาพาสปอร์ตไปด้วยนะ) จากนั้นเค้าก็จะออกใบจองมาให้เรา เราก็นำใบจองนี้ไปแลกตั๋วจริงที่ญี่ปุ่นค่ะ
ราคาจะอยู่ที่ 19,000 เยน หรือ 5,000 กว่าบาทไทย (ซื้อไป 3 ใบ เข่าอ่อนด้วยความจนเลยทีเดียว)
โดยตั๋วนี้สามารถนำมาใช้ได้ 5 วัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ติดกันทั้ง 5 วันนี้ก็ได้ แต่จะมีอายุ 14 วันนับจากวันที่เราไปรับตั๋วจริงนะจ๊ะ ส่วนเรื่องการใช้ จากที่ใช้มาตลอดทริปก็ยังไม่เจอสายที่ใช้ไม่ได้นะ ใช้ได้ตั้งแต่ Shinkansen ยัน local train หวานเย็นๆเลยทีเดียว ยกเว้นแต่รถเมล์สายท้องถิ่นที่เราต้องจ่ายต่างหากนะ การนั่งรถไฟต้องคอยดูตารางและขบวนให้ดี บางขบวนอาจต้องจองที่นั่งก่อน เค้าก็จะมีประมาณว่า (reserve) เอาไว้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นขบวนใหญ่แบบชินกันเซ็นนะ
สำหรับข้อมูลอื่นๆ คิดว่าที่อื่นน่าจะให้ข้อมูลได้ดีกว่านอด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องงบประมาณขอไม่แจกแจงเพราะเป็นทริปที่ยอมรับว่าจัดตารางเวลายังไม่ดี อาหารการกินต้องพึ่งพาเซเว่นบ่อยมาก เลยคิดว่าไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเท่าไหร่ 555 แต่ถ้ามีคำถามอะไรก็เม้นถามไว้ได้เลยเด้อ
DAY 1
Thailand - Japan - Akita
เปิดมาวันแรกแบบง่วงๆ ด้วยไฟลต์ตีห้าของ Air Asia อ่ะ หอบกายหยาบกันไปสนามบิน ส่วนกายละเอียดนั้นยังอยู่ที่เตียงนั่นเอง
อีกหนึ่งเรื่องที่อยากแนะนำคือถ้าใครมีบัตรเครดิตของ citybank สามารถโชว์บัตรที่เคาท์เตอร์ subway เพื่อแลกรับแซนวิชพร้อมน้ำหนึ่งขวดได้แบบฟรีๆเลย อย่าลืมไปแลกกันล่ะ
ชะว้าบบบบ หลังจากเท้าแตะแผ่นดินญี่ปุ่น เวลาประมาณ 11 โมง เราก็ตรงดิ่งไปแลกตั๋วรถไฟกันที่ชั้น B1 ของสนามบินนาริตะ อาคาร 2 (ถ้าจำไม่ผิดอยู่ตรงที่จองตั๋ว Narita express นี่แหละ) ไปถึงก็กรอกฟอร์ม ยื่นใบจองพร้อมพาสปอร์ต จากนั้นก็ทำการจองที่นั่ง Narita express เพื่อเดินทางจากสนามบินเข้าสถานีโตเกียว พร้อมกับจองที่นั่งชินคันเซ็นจากสถานีโตเกียว ไปสถานี Tazawako ซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนนี้กัน
การจองผ่านไปด้วยดี แต่ดันผิดแผนตรงที่เราได้รอบรถเลทกว่าที่วางแพลนไว้ ทำให้ท้ายที่สุดก็ไปถึงสถานี Tazawako ค่อนข้างมืดเลยทีเดียว ดังนั้นด้วยความรีบเดินรีบไป นอเลยไม่ได้ถ่ายรูปเลยจนถึงโรงแรมค่ะ และนี่คือข้อผิดพลาดข้อแรกของทริปนี้!!!
พอจองตั๋วเสร็จสรรพก็ลงบันไดเลื่อนเพื่อไปรอรถไฟทันที โดยรถไฟที่ใช้เดินทางจากสนามบินเนี่ย นอกจาก Narita express แล้วยังมี Keisei Line ด้วย แต่ด้วยความที่เราซื้อ JR Pass มาแล้ว เจ้าตั๋วนี้เขารวม Narita Express ไปด้วยค่ะคุณ!
นอนั่งรถจากสนามบินไปจนถึงสถานีโตเกียวประมาณสี่โมง พอลงรถแล้วยังพอมีเวลาเลยไปหาอะไรรองท้องกัน
เริ่มต้นมื้อแรกที่ญี่ปุ่นอย่างยาจก
ช็อคอย่างแรกของการเที่ยวเมืองนอกของเรา คือค่าครองชีพที่ต่างกันนี่แล เรียกได้ว่าช่วงแรกๆไม่กล้าซื้ออะไรเลยทีเดียว 555
หลังจากอิ่มหมีพีมันแล้วก็นั่งไปขึ้นชินคันเซ็นกัน การเดินทางจากสถานีโตเกียวไปสถานีทาซาวาโกะ ที่อยู่ในจังหวัดอากิตะนั้น ใช้เวลาด้วยกันถึง 5 ชั่วโมง อ่ะ...นั่งกันตูดแฉะไปค่ะ ยังดีที่ได้ความบ้านนอกเข้ากรุงมาช่วย อิชั้นก็ดูวิวข้างทางไปอย่างตื่นตาตื่นใจ จนกระทั่งถึงปลายทาง
พอรถไฟฟ้าลงจอดปุ๊ปก็ได้พบกับสัจธรรมทันที หนาว-ค่ด คือตอนอยู่โตเกียวมันแค่ 21-22 องศาไง ชิวมากก เย็นๆเหมือนอยู่ห้องแอร์ โผล่มาอีกทีอากิตะ 12 องศาค่ะ แม่เจ้าโว้ยยย ละคือมาถึงตอนประมาณทุ่มกว่าๆ สถานีร้างมาก และรู้ว่ารถเมล์หมดแล้ว จึงได้ทำการตะเกียกตะกายเดินไปถามหาที่ขึ้นแท็กซี่จากนายสถานีด้วยทักษะภาษาที่ต่ำเตี้ย และกูเกิ้ลทรานสเลทในมือ
ระหว่างที่คุยกับนายสถานี (ที่แอบลงความเห็นกับน้องสาวว่าหล่อ) อยู่ดีๆคุณแม่ของดิฉันก็สำแดงฤทธา ด้วยการพูดภาษาญี่ปุ่นกับนายสถานีโว้ย อินี่คือหันขวับไปสบตากับน้องเลย ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าแม่จะมีความสามารถขนาดนี้ เหมือนเห็นแสงเรืองรองออกมาจากข้างหลังเลยทีเดียว
หลังจากฟุดฟิดกันพอสมควร เราก็แบกกระเป๋าไปรอแท็กซี่กัน
![]() |
| มันมืดยังงี้ล่ะคะคุณ เคว้งคว้างมั้ยล่ะคะ |
ออกมายืนรอได้ซักพักก็ป๊ะเข้ากับลุงแท็กที่เดชะบุญมาก คุณลุงสามารถพาเราไปถึงที่พักได้ค่ะ เอาล่ะ และนี่คือประสบการณ์การขึ้นแท็กซี่ในญี่ปุ่น ซึ่งแพงมากกก มิเตอร์นี่ไหลเป็นน้ำตาเลยจ้ะ นั่งมองด้วยใจหายวาบ ตัดสลับกับภาพข้างทางที่เหมือนต่างจังหวัดบ้านเราไม่ผิดเพี้ยน ซักพักก็ถึงที่พักแบบงงๆ จ่ายเงินแบบงงๆ (และจนๆ) สนนราคาแล้วอยู่ที่ประมาณพันนิดๆ แม่เจ้า! เกิดมาไม่เคยนั่งแท็กซี่เป็นพัน ประสบการณ์นี้ขอจารึกไว้จนตายค่ะ
พอออกจากรถแล้วก็เจอกับคุณลุงคุณป้าเจ้าของโรงแรมที่ออกมายืนรอเราอยู่นานสองนาน ทั้งสองคนช่วยพวกเราขนกระเป๋าขึ้นบ้าน จากนั้นก็พาเราไปกินข้าวเย็นที่ห้องครัว เฮ่อ...กราบขอบคุณตัวเองที่กลั้นใจจองโรงแรมแบบมีข้าวเช้าข้าวเย็นไป และนี่คือสิ่งที่ภูมิใจนำเสนอในทริปนี่จ้า...
![]() |
| อร่อยลืมตายเลยจ้า |
เอาจริง มันเยอะมากเลยอ่ะ ขนาดหิวจนตาลายแล้วก็ยังกินแทบไม่หมด คือกินไปซักพักโอก้าซังก็เอามาเสิร์ฟอีกเรื่อยๆ มีการให้ลองสาเกด้วยนะจ๊ะ จิบเดียวตายเลยจ้า คออ่อนอย่างไม่น่าให้อภัย และยังไม่หมดแค่นั้น โอก้าซังไม่อาจปล่อยให้เรากินข้าวแบบเงียบได้เลย นางกลับมาพร้อมควิซประจำเรียวกัง คือเป็นคำถามทั่วไปเกี่ยวกับอากิตะนี่แหละ ตามด้วยการพรีเซนต์จังหวัดแบบสุดฤทธิ์ พร้อมกับบอกว่าแถบที่เรามาพักนี่เคยเป็นที่ถ่ายทำซีรีย์เกาหลีเรื่อง Iris มาก่อนจ้า มีรูปเต็มบ้านเลย พอจบคอร์สก็พาเราไปห้องนอน เป็นอันจบวัน
สำหรับที่พักในคืนแรกนี้ ชื่อ Hutte Birke เป็นโฮมสเตย์เล็กๆที่ไม่ได้โด่งดังอะไร แต่ถ้าไปอ่านรีวิวจะรู้ว่าอาหารอร่อยมาก และต้อนรับแบบอบอุ่นสุดๆ ส่วนราคา ยอมรับว่าแพงอยู่ เพราะรวมค่าอาหารเย็น และอาหารเช้าด้วย ตกคืนละ 6,500 บาท (ห้อง 3 คน แบบห้องน้ำรวม) ซึ่งก็จะมีชาร์จค่าออนเซ็นต่างหากอีกคนละ 500 เยน โดยประมาณ
สำหรับทาซาวาโกะแล้ว ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องออนเซนค่ะ เป็น Nyuto onsen คือน้ำพุร้อนสีน้ำนม ที่นี่มีเรียวกังขึ้นชื่อหลายที่ ราคาสูง และจองค่อนข้างยาก แต่ถ้ามีเวลาหลายวันแนะนำให้ลองพักซักคืนค่ะ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีเลยทีเดียว
หมดไปแล้วอีกวันซึ่งเช้าจรดเย็นนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทาง เอาจริงๆแล้ว สำหรับใครที่จะมาไฟลต์เช้า Air Asia แบบนอ แนะนำให้เที่ยวโตเกียวซักคืนก่อนดีกว่า แล้วค่อยเดินทางมาโทโฮคุเช้าวันถัดไป เพราะจะได้ไม่เจอปัญหารถเมล์หมด และไม่ต้องเสียวันนึงไปแบบฟรีๆด้วย







Comments
Post a Comment