First step outside in 'Tohoku' - Day 2 : Tazawako - Kakunodate
Day 2
Tazawako - Kakunodate - Iwate
ตื่นเช้าวันใหม่อย่างสดใสด้วยการแช่ออนเซ็นให้หนำใจ แต่อย่าเผลอแช่จนหน้ามืดล่ะ และเพราะเมื่อคืนนอมาถึงตอนดึกมากแล้ว วันนี้เลยได้มีโอกาสเห็นวิวข้างนอกของที่พักค่ะ เป็นทะเลสาบทาซาวาโกะ จุดหมายแรกของเราในวันนี้นี่เอง
![]() |
| วิวจริงสวยมากค่ะ และหนาวมากด้วย เหอๆ |
จัดการมื้อเช้าเรียบร้อย ก็ได้ฤกษ์บอกลาโอก้าซังเสียที ซึ่งนอสัญญาไว้กับตัวเองว่าจะต้องกลับมาที่นี่อีกแน่นอน เพราะประทับใจโอก้าซังมากจริงๆ โอก้าซังขับรถไปส่งเราที่ป้ายรถเมล์แถวๆนั้น ซึ่งเราจะต้องขึ้นรถเมล์เพื่อไปลงตรงป้ายท่าเรือทาซาวะค่ะ นอไม่แน่ใจชื่อป้ายเท่าไหร่ แต่จะมีท่าเรือ และ ร้านขายของฝากอยู่พอให้สังเกตได้ค่ะ
![]() |
| วิวจากป้ายรถเมล์ค่ะ บ้านสีครีมๆคือโฮมสเตย์ของโอก้าซังนี่เอง |
นอมาถึงป้ายรถเมล์ประมาณเก้าโมงกว่าๆได้ ไปซื้อตั๋วจากคุณป้าตรงเคาท์เตอร์เล็กๆ ค่ะ เป็นทัวร์รอบทะเลสาบทาซาวา ซึ่งจะแวะให้เราชมตรงจุดสำคัญต่างๆ ราคาอยู่ที่ใบละ 1,010 เยน มีให้บริการเป็นรอบๆ รอบที่นอได้ต้องอีกครึ่งชั่วโมงเลย ฮือ หนาว
![]() |
| วิวจากป้ายที่มารอขึ้นรถทัวร์ค่ะ เหมือนจะมีทัวร์ล่องเรือด้วย |
-Tazawako-
จุดแรกที่จอดให้ลงคือรูปปั้นหญิงสาวที่เป็นตำนานของที่นี่ค่ะ โดยนอจะขออนุญาตนำเรื่องจากกระทู้ของคุณ Dr.Kwind จากในพันทิปมาเล่าต่อนะคะ
ว่ากันว่า มีตำนานกล่าวว่าหากใครอยากมีความงามที่เป็นอมตะให้ดื่มน้ำจากทะเลสาบ 3 อึก แต่ทัตสึโกะเกิดโลภมากจึงดื่มเยอะกว่านั้น เลยถูกเทพเจ้าสาบให้เป็นมังกรเฝ้าทะเลสาบค่ะ เรื่องยังมีต่ออีกค่ะ โดยต่อมามีเจ้าชายชื่อฮาชิโรโตะ มาตกปลาที่ทะเลสาบและนำปลาไปกิน แต่ปลาตัวนั้นมีพิษทำให้เจ้าชายกระหายน้ำอย่างมาก ต้องกินน้ำจากทะเลสาบอยู่ 33 วัน จึงโดนสาบให้เป็นมังกรไปอีกคน (กรรม) เลยได้พบรักกับทัตสึโกะนั่นเอง ความรักหวานชื่นของทั้งสองอบอุ่นจนทำให้ทะเลสาบไม่เป็นน้ำแข็งแม้ในฤดูหนาวเลย แต่จริงๆเพราะที่นี่เป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดของญี่ปุ่นค่ะ และเพราะว่าลึกมากนี่แหละ เลยทำให้ไม่เป็นน้ำแข็ง
![]() |
| ถ่ายอีกกล้องนึง แสงคนละเรื่องเลยจ้า |
![]() |
| นี่ไง รูปปั้นที่เป็นไฮไลต์ของเราในทัวร์นี้ |
เอาจริงๆ บรรยากาศมันดีมากเลยนะ ถึงจะมีแดดแต่อากาศก็ยังเย็นสบายๆ มองไปข้างหน้าก็มีทะเลสาบกว้างสุดลูกหูลูกตา มีภูเขาสีเขียวที่ไล่เฉดเป็นเลเยอร์สวยงามตัดกับสีฟ้าของน้ำ เอาจริงๆวิวแบบนี้จะบอกว่าที่ไทยก็มี แต่นอว่าที่ต่างกันมันคือบรรยากาศรอบๆ สีสันตามภูมิประเทศที่ต่างกัน มันประกอบกันจนทำให้วิวตรงหน้ามันพิเศษไม่เหมือนใคร
และนี่คือจุดชมที่สุดท้ายของทัวร์นี้ หลังจากนั้นรถก็ไปดร็อปเราไว้ที่สถานีทาซาวาโกะตามกำหนดการปกติ ต่อจากนี้เราจะนั่งชินกันเซ็นไป Kakunodate หมู่บ้านโบราณของซามูไรกันค่ะ
![]() |
| บ้านเรือนแถวสถานี Tazawako |
-Kakunodate-
เอาล่ะมาต่อกันที่สถานี Kakunodate ที่ยังคงอยู่ในจังหวัดอากิตะอยู่ ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญคือหมู่บ้านซามูไรเก่าแก่ ที่ยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในสมัยก่อนเอาไว้ ที่นี่เป็นอีกที่ที่เราสามารถมาเที่ยวได้ในทุกฤดู เพราะตลอดทางจะปลูกต้นไม้ต่างๆเอาไว้ สีสันของต้นไม้ก็จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลค่ะ
มาถึงสถานี Kakunodate แล้ว อย่าลืมไปหยิบแผนที่จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนะคะ (มีที่ฝากกระเป๋าเดินทาง) ทางเดินไปถึงหมู่บ้านค่อนข้างไกลที่เดียว และที่นี่บ้านบางหลังเปิดให้เข้าชมฟรี แต่บางหลังอาจเก็บค่าเข้าชม ในแผนที่ก็จะมีบอกไว้ค่ะ
ที่ญี่ปุ่น กิมมิคที่เราไม่ควรพลาดคือฝาท่อของแต่ละที่ เพราะจะมีลวดลายที่แตกต่างกันไปตามเรื่องราวของที่นั้นๆ อย่างที่นี่ก็เป็นรูปซามูไรนั่นเอง และๆๆๆ ตอนนี้มีข่าวแล้วว่าฝาท่อในจ.อิวาเตะจะเปลี่ยนรูปเป็นโปเกมอนธาตุดินจ้า นี่นอก็ตั้งใจว่าจะไปตามเก็บให้ได้เลย นอกจากนี้ทุกๆสถานีรถไฟก็จะมีตราปั๊มประจำสถานี เก๋ๆไปอี๊กกก หากใครได้มีโอกาสไปเที่ยวก็อย่าลืมพกสมุดไปสะสมแสตมป์กันเด้อ
มาถึงสถานี Kakunodate แล้ว อย่าลืมไปหยิบแผนที่จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนะคะ (มีที่ฝากกระเป๋าเดินทาง) ทางเดินไปถึงหมู่บ้านค่อนข้างไกลที่เดียว และที่นี่บ้านบางหลังเปิดให้เข้าชมฟรี แต่บางหลังอาจเก็บค่าเข้าชม ในแผนที่ก็จะมีบอกไว้ค่ะ
![]() |
| ฝาท่อของที่นี่ |
ที่หมู่บ้านนี้จะมีบริการให้เช่าชุดกิโมโนไว้ใส่เดินเล่นให้เข้ากับบรรยากาศด้วย ร้าน Tatetsuya ราคาอยู่ที่คนละ 4000 เยน จริงๆนอตั้งใจจะไปเช่าใส่ด้วย เพราะอีกหนึ่งสิ่งที่อยากลองทำ แต่!!! เดินเลยร้านจ้า คือรู้สึกว่าร้านอยู่ค่อนข้างห่างจากหมู่บ้านนะ เดินผ่านก็คิดว่า เอ้อ...ข้างหน้ามันก็คงจะมีอีกแหละ ร้านนี้มาตั้งซะไกลเชียว ปรากฎว่าร้านนี้แหละค่ะที่ต้องมาเช่า เสียใจมากค่ะ แต่ก็ถือซะว่าประหยัดตังค์ไปแล้วกัน
นอกจากนี้ก็จะมีรถลากตามฉบับโบราณให้บริการด้วย เรื่องราคานั้นนอจำไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในแพลน แต่จำได้ว่าราคาไม่ได้โหดมากมาย ถ้าใครสนใจก็ลองหาข้อมูลดูได้จ้า
จบทริปในวันนี้แล้ว แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินเยอะเพราะอย่างที่บอกว่าหมู่บ้านอยู่ห่างจากสถานีเอาเรื่องอยู่ เดินไปเดินกลับก็เกือบจะหมดเวลาแล้วจ้ะ เอาล่ะ หลังจากนี้นอจะนั่งชินคันเซ็นอีกครั้งเพื่อย้ายไปนอนที่จ.อิวาเตะแทนค่ะ โดยโรงแรมของเราครั้งนี้อยู่ที่สถานี Shin-hanamaki แต่ความโก๊ะก็ได้บังเกิดอีกครั้ง เมื่อนอเข้าใจว่ามันคือสถานีเดียวกับ Hanamaki (อือ คิดไปได้เนาะ) ก็หลงสิจ๊ะ ดีที่แบบคิดได้ไม่ต้องเสียเวลาถามทางใคร เลยนั่งรถไฟย้อนกลับไปแทน เล่นเอาถึงโรงแรมค่ำเลยทีเดียว
โรงแรมในคืนนี้ชื่อ Kenji no Yado ตั้งที่แถวสถานี Shin-Hanamaki โดยที่นี่จะเป็นเหมือนชุมชนขนาดใหญ่ ไม่มีห้างใหญ่ๆแต่อย่างใด แต่บ้านเรือนเป็นแบบโมเดิร์นหมด นอลืมถ่ายบรรยากาศไว้เพราะมัวแต่สาวเท้าตามหาโรงแรมกันใหญ่ แต่รู้สึกว่าสถานีนี้จะเป็นสถานีที่ใช้เดินทางไปทำงานกัน สังเกตจากลานจอดรถขนาดใหญ่หน้าสถานี
โรงแรมในครั้งนี้นอหาเจอจากเว็บ Japanica ราคาโอเคทีเดียว พักสองคืน ห้องส่วนตัวแบบฟูกพักได้ 3 คน รวมอาหารเช้าแบบเป็นเซ็ตแล้วคืนละประมาณ 2,500 บาท ห้องน้ำเป็นแบบห้องน้ำรวมแต่จะมีเวลาจำกัดให้ห้องละประมาณ 15 นาทีเท่านั้น เราต้องจองเวลาอาบน้ำในแต่ละวัน เช้า-เย็น นอกจากนี้ก็ต้องจองเวลาที่จะกินข้าวเช้าด้วย อาจเป็นเพราะพื้นที่จำกัดแหละ และที่นอคิดว่าแปลกสุดคือโรงแรมจะมีเคอร์ฟิว หลัง 9 โมงเช้าห้ามอยู่ในโรงแรม จะไปไหนก็ไปจ้า และสามารถกลับมาได้หลังบ่ายสามเป็นต้นไป (แปลกมะ) โดยรวมถือว่าดี ห้องแคบไปหน่อยแต่อุปกรณ์ครบครับ ถึงเป็นฟูกแต่ก็นุ่มมากเลยล่ะ
ที่เลือกโรงแรมนี้เพราะยังไงๆเราก็ขึ้นรถไฟได้ไม่อั้นอยู่แล้ว จึงเลือกโรงแรมราคาถูกตามสถานีรถไฟได้เลย นอก็ไล่หาโรงแรมถามสถานีไปเรื่อยๆ จนเจอโรงแรมนี้ที่ราคาโอเคและตรงตามสเป็คที่ต้องการทุกอย่าง
แต่สิ่งที่อยากเตือน คือ หากอยากมาพักคือให้รับประทานข้าวเย็นจากที่อื่นมาก่อน เพราะที่นี่หลับกันเร็วมากค่ะ เรามาถึงประมาณทุ่มสองทุ่มไม่มีร้านข้าวเปิดแล้ว ต้องฝากท้องไว้กับเซเว่นอีกมื้อเลย พูดถึงการข้าวจากเซเว่น เราจะเห็นว่าอาหารแช่แข็งในตู้กับอาหารกล่องสำเร็จรูปซึ่งราคาอาหารแช่แข็งจะถูกกว่ามากเลยทีเดียว ตามประสาคนงกก็เลือกอาหารแช่แข็งสิคะ แต่ไม่ได้ค่ะ เพราะพนง.จะไม่มีนโยบายเวฟอาหารแช่แข็งให้ นั่นคือสาเหตุที่มันถูกยังไงล่ะ! นอกจากนี้หลังจากที่เราซื้อของแล้ว ไม่ควรกลับเข้าไปดูของในเชลฟ์อีกค่ะ ซื้อเสร็จก็ออกไปเลย คงป้องกันการขโมยนั่นแหละ
จบทริปในวันนี้แล้ว แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินเยอะเพราะอย่างที่บอกว่าหมู่บ้านอยู่ห่างจากสถานีเอาเรื่องอยู่ เดินไปเดินกลับก็เกือบจะหมดเวลาแล้วจ้ะ เอาล่ะ หลังจากนี้นอจะนั่งชินคันเซ็นอีกครั้งเพื่อย้ายไปนอนที่จ.อิวาเตะแทนค่ะ โดยโรงแรมของเราครั้งนี้อยู่ที่สถานี Shin-hanamaki แต่ความโก๊ะก็ได้บังเกิดอีกครั้ง เมื่อนอเข้าใจว่ามันคือสถานีเดียวกับ Hanamaki (อือ คิดไปได้เนาะ) ก็หลงสิจ๊ะ ดีที่แบบคิดได้ไม่ต้องเสียเวลาถามทางใคร เลยนั่งรถไฟย้อนกลับไปแทน เล่นเอาถึงโรงแรมค่ำเลยทีเดียว
-Hotel Review-
โรงแรมในครั้งนี้นอหาเจอจากเว็บ Japanica ราคาโอเคทีเดียว พักสองคืน ห้องส่วนตัวแบบฟูกพักได้ 3 คน รวมอาหารเช้าแบบเป็นเซ็ตแล้วคืนละประมาณ 2,500 บาท ห้องน้ำเป็นแบบห้องน้ำรวมแต่จะมีเวลาจำกัดให้ห้องละประมาณ 15 นาทีเท่านั้น เราต้องจองเวลาอาบน้ำในแต่ละวัน เช้า-เย็น นอกจากนี้ก็ต้องจองเวลาที่จะกินข้าวเช้าด้วย อาจเป็นเพราะพื้นที่จำกัดแหละ และที่นอคิดว่าแปลกสุดคือโรงแรมจะมีเคอร์ฟิว หลัง 9 โมงเช้าห้ามอยู่ในโรงแรม จะไปไหนก็ไปจ้า และสามารถกลับมาได้หลังบ่ายสามเป็นต้นไป (แปลกมะ) โดยรวมถือว่าดี ห้องแคบไปหน่อยแต่อุปกรณ์ครบครับ ถึงเป็นฟูกแต่ก็นุ่มมากเลยล่ะ
ที่เลือกโรงแรมนี้เพราะยังไงๆเราก็ขึ้นรถไฟได้ไม่อั้นอยู่แล้ว จึงเลือกโรงแรมราคาถูกตามสถานีรถไฟได้เลย นอก็ไล่หาโรงแรมถามสถานีไปเรื่อยๆ จนเจอโรงแรมนี้ที่ราคาโอเคและตรงตามสเป็คที่ต้องการทุกอย่าง
แต่สิ่งที่อยากเตือน คือ หากอยากมาพักคือให้รับประทานข้าวเย็นจากที่อื่นมาก่อน เพราะที่นี่หลับกันเร็วมากค่ะ เรามาถึงประมาณทุ่มสองทุ่มไม่มีร้านข้าวเปิดแล้ว ต้องฝากท้องไว้กับเซเว่นอีกมื้อเลย พูดถึงการข้าวจากเซเว่น เราจะเห็นว่าอาหารแช่แข็งในตู้กับอาหารกล่องสำเร็จรูปซึ่งราคาอาหารแช่แข็งจะถูกกว่ามากเลยทีเดียว ตามประสาคนงกก็เลือกอาหารแช่แข็งสิคะ แต่ไม่ได้ค่ะ เพราะพนง.จะไม่มีนโยบายเวฟอาหารแช่แข็งให้ นั่นคือสาเหตุที่มันถูกยังไงล่ะ! นอกจากนี้หลังจากที่เราซื้อของแล้ว ไม่ควรกลับเข้าไปดูของในเชลฟ์อีกค่ะ ซื้อเสร็จก็ออกไปเลย คงป้องกันการขโมยนั่นแหละ




















Comments
Post a Comment