First step outside in 'Tohoku' - Day 2 : Tazawako - Kakunodate

Day 2
Tazawako - Kakunodate - Iwate

ตื่นเช้าวันใหม่อย่างสดใสด้วยการแช่ออนเซ็นให้หนำใจ แต่อย่าเผลอแช่จนหน้ามืดล่ะ และเพราะเมื่อคืนนอมาถึงตอนดึกมากแล้ว วันนี้เลยได้มีโอกาสเห็นวิวข้างนอกของที่พักค่ะ เป็นทะเลสาบทาซาวาโกะ จุดหมายแรกของเราในวันนี้นี่เอง


วิวจริงสวยมากค่ะ และหนาวมากด้วย เหอๆ
พอได้ว่าก็แบกกระเป๋าลงไปกินข้าวเช้าที่โอก้าซังเตรียมไว้ให้ มื้อนี้ก็ยังอร่อยค่ะ แต่แอบปลาเค็มไปหน่อย 


จัดการมื้อเช้าเรียบร้อย ก็ได้ฤกษ์บอกลาโอก้าซังเสียที ซึ่งนอสัญญาไว้กับตัวเองว่าจะต้องกลับมาที่นี่อีกแน่นอน เพราะประทับใจโอก้าซังมากจริงๆ โอก้าซังขับรถไปส่งเราที่ป้ายรถเมล์แถวๆนั้น ซึ่งเราจะต้องขึ้นรถเมล์เพื่อไปลงตรงป้ายท่าเรือทาซาวะค่ะ นอไม่แน่ใจชื่อป้ายเท่าไหร่ แต่จะมีท่าเรือ และ ร้านขายของฝากอยู่พอให้สังเกตได้ค่ะ
วิวจากป้ายรถเมล์ค่ะ บ้านสีครีมๆคือโฮมสเตย์ของโอก้าซังนี่เอง
บนรถเมล์ของที่นี่ ต่อให้เป็นรถเมล์ในต่างจังหวัดสภาพดูผ่านกาลเวลามาซักพัก ก็ยังไฮเทคกว่าเรามากค่ะ มีระบบเก็บเงินเอง คือเราขึ้นไปก็กดบัตรเอา แล้วมาจ่ายเงินตอนลง ซึ่งระหว่างทางก็จะมีจอคอยบอกว่าถึงไหนแล้ว และค่าโดยสารของคนที่ขึ้นจากป้ายนี้เป็นเท่าไหร่ สะดวกมากค่ะ 

นอมาถึงป้ายรถเมล์ประมาณเก้าโมงกว่าๆได้ ไปซื้อตั๋วจากคุณป้าตรงเคาท์เตอร์เล็กๆ ค่ะ เป็นทัวร์รอบทะเลสาบทาซาวา ซึ่งจะแวะให้เราชมตรงจุดสำคัญต่างๆ ราคาอยู่ที่ใบละ 1,010 เยน มีให้บริการเป็นรอบๆ รอบที่นอได้ต้องอีกครึ่งชั่วโมงเลย ฮือ หนาว


วิวจากป้ายที่มารอขึ้นรถทัวร์ค่ะ เหมือนจะมีทัวร์ล่องเรือด้วย
ชะเง้อรอจนขอแทบหลุด จนถอดใจไปเดินเล่นแทนแล้ว จู่ๆก็มีรถทัวร์แล่นปร๊าดมาจอดหน้าสถานี คุณป้าขายตั๋วจึงโบกไม้โบกมือให้เรารีบขึ้นรถไป เป็นรถคล้ายๆรถเมล์นี่แหละค่ะ มีคนญี่ปุ่นอยู่เต็มคันรถเลย เพราะช่วงนี้เป็นช่วงโลว์ซีซัน จึงแทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลย (อ้าว เราไง)





-Tazawako-

จุดแรกที่จอดให้ลงคือรูปปั้นหญิงสาวที่เป็นตำนานของที่นี่ค่ะ โดยนอจะขออนุญาตนำเรื่องจากกระทู้ของคุณ Dr.Kwind จากในพันทิปมาเล่าต่อนะคะ

ว่ากันว่า มีตำนานกล่าวว่าหากใครอยากมีความงามที่เป็นอมตะให้ดื่มน้ำจากทะเลสาบ 3 อึก แต่ทัตสึโกะเกิดโลภมากจึงดื่มเยอะกว่านั้น เลยถูกเทพเจ้าสาบให้เป็นมังกรเฝ้าทะเลสาบค่ะ เรื่องยังมีต่ออีกค่ะ โดยต่อมามีเจ้าชายชื่อฮาชิโรโตะ มาตกปลาที่ทะเลสาบและนำปลาไปกิน แต่ปลาตัวนั้นมีพิษทำให้เจ้าชายกระหายน้ำอย่างมาก ต้องกินน้ำจากทะเลสาบอยู่ 33 วัน จึงโดนสาบให้เป็นมังกรไปอีกคน (กรรม) เลยได้พบรักกับทัตสึโกะนั่นเอง ความรักหวานชื่นของทั้งสองอบอุ่นจนทำให้ทะเลสาบไม่เป็นน้ำแข็งแม้ในฤดูหนาวเลย แต่จริงๆเพราะที่นี่เป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดของญี่ปุ่นค่ะ และเพราะว่าลึกมากนี่แหละ เลยทำให้ไม่เป็นน้ำแข็ง 

ถ่ายอีกกล้องนึง แสงคนละเรื่องเลยจ้า
นี่ไง รูปปั้นที่เป็นไฮไลต์ของเราในทัวร์นี้
จุดต่อมาคือศาลเจ้า โกซาโนอิชิ และเสาโทโรอิ ตรงจุดจอดรถจะมีศาลเจ้าเล็กๆอยู่ซึ่งนอมัวแต่ไปเดินชมตรงจุดนั้นเสียนานเลยไม่ได้เดินดูตัวศาลเจ้าเท่าไหร่ พอจะเริ่มลงมือชักภาพก็หมดเวลาเสียแล้ว



เอาจริงๆ บรรยากาศมันดีมากเลยนะ ถึงจะมีแดดแต่อากาศก็ยังเย็นสบายๆ มองไปข้างหน้าก็มีทะเลสาบกว้างสุดลูกหูลูกตา มีภูเขาสีเขียวที่ไล่เฉดเป็นเลเยอร์สวยงามตัดกับสีฟ้าของน้ำ เอาจริงๆวิวแบบนี้จะบอกว่าที่ไทยก็มี แต่นอว่าที่ต่างกันมันคือบรรยากาศรอบๆ สีสันตามภูมิประเทศที่ต่างกัน มันประกอบกันจนทำให้วิวตรงหน้ามันพิเศษไม่เหมือนใคร

และนี่คือจุดชมที่สุดท้ายของทัวร์นี้ หลังจากนั้นรถก็ไปดร็อปเราไว้ที่สถานีทาซาวาโกะตามกำหนดการปกติ ต่อจากนี้เราจะนั่งชินกันเซ็นไป Kakunodate หมู่บ้านโบราณของซามูไรกันค่ะ

บ้านเรือนแถวสถานี Tazawako
อีกสิ่งหนึ่งที่นอค่อนข้างอินในทริปนี้คือบ้านเรือนค่ะ นอรู้สึกว่าลักษณะของบ้านเรือนเนี่ย ต่อให้เป็นแบบโมเดิร์นก็ยังคงไม่กลิ่นอายและความแตกต่างในแต่ละประเทศค่ะ เอาง่ายๆแต่ทรงจั่ว ลักษณะของวัสดุ การตกแต่งกำแพงด้านนอก หรือแม่แต่หน้าต่างก็ไม่เหมือนกันแล้ว ดังนั้น แค่ได้เดินไปเรื่อยๆ มองบ้านเรือนที่แปลกตาไปจากที่เคยเห็นทุกวัน ก็รู้สึกว่าตัวเองได้ fullfill กับการมาญี่ปุ่นแล้วล่ะ




-Kakunodate-


เอาล่ะมาต่อกันที่สถานี Kakunodate ที่ยังคงอยู่ในจังหวัดอากิตะอยู่ ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญคือหมู่บ้านซามูไรเก่าแก่ ที่ยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในสมัยก่อนเอาไว้ ที่นี่เป็นอีกที่ที่เราสามารถมาเที่ยวได้ในทุกฤดู เพราะตลอดทางจะปลูกต้นไม้ต่างๆเอาไว้ สีสันของต้นไม้ก็จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลค่ะ

มาถึงสถานี Kakunodate แล้ว อย่าลืมไปหยิบแผนที่จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนะคะ (มีที่ฝากกระเป๋าเดินทาง) ทางเดินไปถึงหมู่บ้านค่อนข้างไกลที่เดียว และที่นี่บ้านบางหลังเปิดให้เข้าชมฟรี แต่บางหลังอาจเก็บค่าเข้าชม ในแผนที่ก็จะมีบอกไว้ค่ะ

ฝาท่อของที่นี่
ที่ญี่ปุ่น กิมมิคที่เราไม่ควรพลาดคือฝาท่อของแต่ละที่ เพราะจะมีลวดลายที่แตกต่างกันไปตามเรื่องราวของที่นั้นๆ อย่างที่นี่ก็เป็นรูปซามูไรนั่นเอง และๆๆๆ ตอนนี้มีข่าวแล้วว่าฝาท่อในจ.อิวาเตะจะเปลี่ยนรูปเป็นโปเกมอนธาตุดินจ้า นี่นอก็ตั้งใจว่าจะไปตามเก็บให้ได้เลย นอกจากนี้ทุกๆสถานีรถไฟก็จะมีตราปั๊มประจำสถานี เก๋ๆไปอี๊กกก หากใครได้มีโอกาสไปเที่ยวก็อย่าลืมพกสมุดไปสะสมแสตมป์กันเด้อ




ที่หมู่บ้านนี้จะมีบริการให้เช่าชุดกิโมโนไว้ใส่เดินเล่นให้เข้ากับบรรยากาศด้วย ร้าน Tatetsuya ราคาอยู่ที่คนละ 4000 เยน จริงๆนอตั้งใจจะไปเช่าใส่ด้วย เพราะอีกหนึ่งสิ่งที่อยากลองทำ แต่!!! เดินเลยร้านจ้า คือรู้สึกว่าร้านอยู่ค่อนข้างห่างจากหมู่บ้านนะ เดินผ่านก็คิดว่า เอ้อ...ข้างหน้ามันก็คงจะมีอีกแหละ ร้านนี้มาตั้งซะไกลเชียว ปรากฎว่าร้านนี้แหละค่ะที่ต้องมาเช่า เสียใจมากค่ะ แต่ก็ถือซะว่าประหยัดตังค์ไปแล้วกัน 

นอกจากนี้ก็จะมีรถลากตามฉบับโบราณให้บริการด้วย เรื่องราคานั้นนอจำไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในแพลน แต่จำได้ว่าราคาไม่ได้โหดมากมาย ถ้าใครสนใจก็ลองหาข้อมูลดูได้จ้า




จบทริปในวันนี้แล้ว แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินเยอะเพราะอย่างที่บอกว่าหมู่บ้านอยู่ห่างจากสถานีเอาเรื่องอยู่ เดินไปเดินกลับก็เกือบจะหมดเวลาแล้วจ้ะ เอาล่ะ หลังจากนี้นอจะนั่งชินคันเซ็นอีกครั้งเพื่อย้ายไปนอนที่จ.อิวาเตะแทนค่ะ โดยโรงแรมของเราครั้งนี้อยู่ที่สถานี Shin-hanamaki แต่ความโก๊ะก็ได้บังเกิดอีกครั้ง เมื่อนอเข้าใจว่ามันคือสถานีเดียวกับ Hanamaki (อือ คิดไปได้เนาะ) ก็หลงสิจ๊ะ ดีที่แบบคิดได้ไม่ต้องเสียเวลาถามทางใคร เลยนั่งรถไฟย้อนกลับไปแทน เล่นเอาถึงโรงแรมค่ำเลยทีเดียว





-Hotel Review- 

โรงแรมในคืนนี้ชื่อ Kenji no Yado ตั้งที่แถวสถานี Shin-Hanamaki โดยที่นี่จะเป็นเหมือนชุมชนขนาดใหญ่ ไม่มีห้างใหญ่ๆแต่อย่างใด แต่บ้านเรือนเป็นแบบโมเดิร์นหมด นอลืมถ่ายบรรยากาศไว้เพราะมัวแต่สาวเท้าตามหาโรงแรมกันใหญ่ แต่รู้สึกว่าสถานีนี้จะเป็นสถานีที่ใช้เดินทางไปทำงานกัน สังเกตจากลานจอดรถขนาดใหญ่หน้าสถานี

โรงแรมในครั้งนี้นอหาเจอจากเว็บ Japanica ราคาโอเคทีเดียว พักสองคืน ห้องส่วนตัวแบบฟูกพักได้ 3 คน รวมอาหารเช้าแบบเป็นเซ็ตแล้วคืนละประมาณ 2,500 บาท ห้องน้ำเป็นแบบห้องน้ำรวมแต่จะมีเวลาจำกัดให้ห้องละประมาณ 15 นาทีเท่านั้น เราต้องจองเวลาอาบน้ำในแต่ละวัน เช้า-เย็น นอกจากนี้ก็ต้องจองเวลาที่จะกินข้าวเช้าด้วย อาจเป็นเพราะพื้นที่จำกัดแหละ และที่นอคิดว่าแปลกสุดคือโรงแรมจะมีเคอร์ฟิว หลัง 9 โมงเช้าห้ามอยู่ในโรงแรม จะไปไหนก็ไปจ้า และสามารถกลับมาได้หลังบ่ายสามเป็นต้นไป (แปลกมะ) โดยรวมถือว่าดี ห้องแคบไปหน่อยแต่อุปกรณ์ครบครับ ถึงเป็นฟูกแต่ก็นุ่มมากเลยล่ะ

ที่เลือกโรงแรมนี้เพราะยังไงๆเราก็ขึ้นรถไฟได้ไม่อั้นอยู่แล้ว จึงเลือกโรงแรมราคาถูกตามสถานีรถไฟได้เลย นอก็ไล่หาโรงแรมถามสถานีไปเรื่อยๆ จนเจอโรงแรมนี้ที่ราคาโอเคและตรงตามสเป็คที่ต้องการทุกอย่าง

แต่สิ่งที่อยากเตือน คือ หากอยากมาพักคือให้รับประทานข้าวเย็นจากที่อื่นมาก่อน เพราะที่นี่หลับกันเร็วมากค่ะ เรามาถึงประมาณทุ่มสองทุ่มไม่มีร้านข้าวเปิดแล้ว ต้องฝากท้องไว้กับเซเว่นอีกมื้อเลย พูดถึงการข้าวจากเซเว่น เราจะเห็นว่าอาหารแช่แข็งในตู้กับอาหารกล่องสำเร็จรูปซึ่งราคาอาหารแช่แข็งจะถูกกว่ามากเลยทีเดียว ตามประสาคนงกก็เลือกอาหารแช่แข็งสิคะ แต่ไม่ได้ค่ะ เพราะพนง.จะไม่มีนโยบายเวฟอาหารแช่แข็งให้ นั่นคือสาเหตุที่มันถูกยังไงล่ะ! นอกจากนี้หลังจากที่เราซื้อของแล้ว ไม่ควรกลับเข้าไปดูของในเชลฟ์อีกค่ะ ซื้อเสร็จก็ออกไปเลย คงป้องกันการขโมยนั่นแหละ







Comments